(ย้ายแล้วจ้า ไปอยู่ที่)

ประกาศย้ายเวบบอร์ดไปอยู่ที่ http://www.abhakara.com
 
บ้านบ้าน  ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ค้นหาค้นหา  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)  

Share | 
 

 วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ไปที่หน้า : 1, 2, 3  Next
ผู้ตั้งข้อความ
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Fri Jul 25 2008, 19:31

กระทู้นี้สำหรับแนะนำสิ่งที่พระองค์ทรงโปรด จ๊ะ agree
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: ศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัว (Martial arts)   Fri Jul 25 2008, 19:58




ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว (Martial arts) คือ ศาสตร์แขนงหนึ่งที่เน้นการเรียนและฝึกฝนด้านการต่อสู้และการป้องกันตัว ในปัจจุบันได้มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย ทั้งในเชิงด้านการกีฬา เพื่อฝึกฝนร่างกายให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หรือแม้กระทั่งฝึกฝนจิตใจ

ศิลปะการต่อสู้ปัจจุบันมักถูกแบ่งเป็นสองประเภท
1. ศิลปะการต่อสู้แบบกีฬา
นอกจากจะถูกสอนเพื่อการต่อสู้และป้องกันตัวมักถูกลดความรุนแรงลง และ ปรับปรุงเป็นกีฬา มีกติกาเพื่อใช้ในการแข่งขัน
เช่น คาราเต้ มวย เทควันโด้ เคนโด้ กังฟู โววีนั่ม
2. ศิลปะการต่อสู้ที่ยึดตามแบบแผนเดิม
ถูกสอนโดยยึดถือแบบแผนเดิมจากอดีต ไม่มีการแข่งขัน จะถูกสอนเพื่อการต่อสู้และป้องกันตัวเท่านั้น
เช่น มวยไทยโบราณ ไอคิโด้ นินจุตสุ

ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของไทย
การสงครามในสมัยก่อนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของศิลปะการต่อสู้ของประเทศไทย บรรพบุรูษไทยแต่โบราณจำเป็นต้องปกป้องบ้านเมืองจากชาติอื่นๆที่มารุกราน ศิลปะการต่อสู้ของไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ

มวยไทย
กระบี่กระบอง
การเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในสมัยก่อนนั้นนิยมเรียนกันตามสำนักต่างๆซึ่งนิยมสอนการต่อสู้หลายแขนงเช่น มวยไทย,การใช้มีดสั้น, และ กระบี่กระบอง สำนักที่สอนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวยังแบ่งได้อีกเป็นสองแขนงคือ สำนักหลวงและสำนักราษฐ์


เป็นที่ทราบกันดีว่า พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ทรงโปรดปราน ศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัว มาก
ที่พระราชวังนางเลิ้ง (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชการพระนคร)
จะมีการนำการแสดงศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวนี้ มาแสดงถวาย ณ พระอนุสาวรีย์ ด้านหน้าวังนางเลิ้ง
และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน


แก้ไขล่าสุดโดย Bluemoon เมื่อ Thu Aug 21 2008, 18:23, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: มวยไทย, มวยคาดเชือก (Thai boxing, Muay Thai)   Fri Jul 25 2008, 20:05



มวยไทย, มวยคาดเชือก

มวยคาดเชือก มวยคาดเชือกเป็นการชกมวยไทยในสมัยโบราณที่ใช้เชือกพันที่หมัดทั้ง 2 ข้างแทนการใช้นวม ปัจจุบันการชกมวยคาดเชือกในประเทศไทยได้ยกเลิกไป การชกมวยไทยในปัจจุบันใช้การสวมนวมเท่านั้น


ความหมายของคำว่า"มวย"
1. อาจมีที่มาจากลักษณะการ ม้วนเชือกหรือผ้า เพื่อใช้หุ้มฝ่ามือและท่อนแขน เพื่อใช้ป้องกันอันตรายขณะต่อสู้ หรืออาจเพิ่มอันตรายในการ ชก กระแทกฟาดโดยการผสม กับ กาวแป้ง และ ผงทราย คล้ายลักษณะของ มวยผม ของ ผู้หญิงที่นิยมไว้ผมยาว(เกล้ามวย)ได้แก่ หญิงไทย/ลาวโซ่ง/หญิงล้านนาในสมัยโบราณ หรือนักมวยจีน(มุ่นผม)ซึ่งนิยม ถักเป็นเปีย แล้วม้วนพันรอบคอ ของตนซึ่งสามารถใช้ในการต่อสู้ในบางครั้ง
2. หรือ มาจากคำภาษาบาลี ว่า " มัลละ" หมายถึง การปล้ำรัด มวยปล้ำของชาวอินเดีย

นักมวยที่จะขึ้นชกจะพันหมัดด้วยเชือกจนแข็ง ผูกเครื่องรางของขลังตามความเชื่อของแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นกับการตกลงกันก่อนชก ก่อนชกกันนักมวยต้องมาซ้อมให้นายสนามดูก่อน ถ้ามีฝีมือใกล้เคียงกัน และทั้งคู่พอใจจะชกกันจึงถือว่าได้คู่ การต่อสู้จะชกกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้หรือลุกไม่ขึ้น มิฉะนั้นถือว่าเสมอกัน ซึ่งอาจจะชกกันใหม่ในคราวต่อไปถ้ายังไม่หายข้องใจ การชกมวยแบบนี้จะเน้นชั้นเชิงมากกว่าพละกำลัง

สนามแข่งขันเป็นสนามหญ้าหรือลานวัด มีเชือกกั้น 1 เส้น มีกรรมการห้ามเพื่อจับผู้ล้มขึ้นมาชกใหม่ และห้ามไม่ให้ซ้ำเติมคนล้ม ในงานเผาศพผู้มีฐานะในสมัยก่อน นิยมให้มีมวยชกด้วย 7 - 8 คู่[1]

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี (แมค เศียรเสวี) เริ่มจัดแข่งขันมวยไทยอาชีพครั้งแรกที่สนามมวยสวนกุหลาบ ต่อมาจึงเกิดสนามมวยอื่นๆอีกมากมาย เช่น สนามมวยท่าช้าง หลักเมือง สวนเจ้าเชตุ เสือป่า สวนสนุก เจ้านายสมัยนั้นโปรดการเลี้ยงนักมวยและเสาะหานักมวยฝีมือดีมาเข้าสังกัด จึงมีนักมวยจากหัวเมืองเข้ามาขกในกรุงเทพฯมาก ตัวอย่างเช่น กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีนักมวยเอกคือ หมื่นชงัดเชิงชก กับ โพล้ง เลี้ยงประเสริฐ ม.ร.ว. มานพ ลดาวัลย์ มีนักมวยเอกคือบังสะเล็บ ศรไขว้ ในครั้งนั้นยังมีการคัดเลือกนักมวยเอกขึ้นชกหน้าพระที่นั่งและมีนักมวยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เช่น หลวงไชยโชกชกชนะ หมื่นมวยมีชื่อ หมื่นมือแม่นหมัด หมื่นชงัดเชิงชก

การเปลี่ยนจากการคาดเชือกมาเป็นการสวมนวมแทนนั้นเพราะมีการชกกันถึงตาย ครั้งนั้น นายเจียร์ นักมวยชาวเขมรจากพระตะบองซึ่งมีชื่อเสียงในด้านคงกระพันชาตรี เคยชกคนตายมาแล้ว เข้ามาเปรียบมวยในกรุงเทพฯ พระชลัมภ์พิสัยเสนีย์จึงเสนอนายแพ เลี้ยงประเสริฐขึ้นชกด้วย การชกมีขึ้นที่สนามหลักเมืองของพระยาเทพหัสดินทร์ เมื่อถึงยกที่ 3 นายแพใช้หมัดคู่หรือแม่ไม้ "หนุมานถวายแหวน"ของสำนักบ้านท่าเสา ชกนายเจียร์จนชะงักและเข้าซ้ำจนนายเจียร์ทรุดลงกับพื้นและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย จนสิ้นใจขณะนำส่งโรงพยาบาล แม้ว่าในครั้งนั้น นายแพไม่มีความผิดตามกฎหมาย เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่ในครั้งนั้นระบุว่า การตายที่เกิดขึ้นจากการชกมวยที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจมาชกกันเองนั้น ถือว่าไม่มีความผิด ดังที่เคยทีบัญญัติไว้ในกฎหมายตราสามดวงว่า [4]

ชนทั้งสองเป็นเอกจิตเอกฉันท์ตีมวยด้วยกัน และผู้หนึ่งต้องเจ็บปวดหักโข้นถึงแก่มรณภาพ ท่านว่าหาโทษมิได้ ตลอดจนผู้ยุยงตกรางวัล เพราะเหตุจะได้มีจิตเจตนาให้สิ้นชีวิตก็หามิได้ เป็นกรรมของผู้ถึงมรณภาพเองแล

ปัจจุบันการชกแบบคาดเชือกยังมีชกกันอยู่ในประเทศพม่า ในประเทศไทยมีเพียงการแสดงและมีการชกในบางเทศกาล เช่น การชกมวยคาดเชือกประเพณีไทย-พม่า ในเทศกาลสงกรานต์ จ.ตาก อย่างไรก็ดี ในการชกนั้นใช้กติกาแบบพม่า ไม่ได้ใช้กติกาแบบมวยไทยแต่ประการใด

แต่ก็เป็นเหตุให้กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าการชกแบบคาดเชือกรุนแรงเกินไป จึงประกาศห้ามชกมวยคาดเชือกทั่วราชอาณาจักร ให้สวมนวมตามแบบมวยสากลแทน และสวมถุงเท้าด้วย แต่การสวมถุงเท้าทำให้เตะไม่สะดวก นักมวยมักลื่นล้ม จึงเลิกไป แต่ยังมีการสวมนวมจนถึงปัจจุบัน[5] [6]



ถ้าท่านได้ศึกษาด้านมวยไทยหรือหาข้อมูลด้านมวยไทย จะทราบว่าเสด็จเตี่ยพระองค์ทรงเป็นครูมวยไทยที่มีชื่อเสียง
อ้างจาก วิกีพีเดีย หัวข้อ มวยไทย ครูมวยไทย รองลงมาคือ นายยัง หาญทะเล ซึ่งเป็นทหารคนสนิทของเสด็จเตี่ยนั่นเอง


แก้ไขล่าสุดโดย Bluemoon เมื่อ Mon Jul 28 2008, 03:33, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: กระบี่-กระบอง   Fri Jul 25 2008, 20:12



กระบี่-กระบอง

กระบี่ - กระบอง หมายถึง การแสดง การเล่น การฝึก การต่อสู้ป้องกันตัวด้วยอาวุธโบราณของไทยเราที่ใช้ต่อสู้ป้องกันตัว ป้องกันประเทศในสมัยก่อน โดยทำเลียนแบบอาวุธจริง เป็นไม้ โลหะ หนังสัตว์ เช่น ดาบ หอก ง้าว ดั้ง เขน โล่ เป็นต้น

ชาติไทยเป็นชนชาติที่มีการต่อสู้ ศึกสงครามเพื่อป้องกันประเทศ รักษาความเป็นเอกราชของแผ่นดินที่ยาวนานชนชาติหนึ่ง คนไทยในยุคแรก ๆ ที่เริ่มก่อตั้งแผ่นดินสุวรรณภูมิแหลมทองมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ บรรพบุรุษในยุคดังกล่าวได้อาศัยสติปัญญา ความกล้าหาญ และใช้อาวุธนานาชนิดที่มีอยู่ในท้องถิ่นและกองทัพเข้าต่อสู้ป้องกันมาโดยตลอด เริ่มจากกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และ กรุงรัตนโกสินทร์ ชาติไทยเป็นชาติที่รักสงบมากกว่าที่จะคิดเบียดเบียนใคร ความที่เป็นชาติที่รักสงบจึงมักถูกรังแกอยู่เรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผู้คนในชาติสมัยก่อนต้องดิ้นรนช่วยตัวเองทั้งชายและหญิง บรรดาทหารกล้าตลอดจนชาวบ้านต่างฝึกฝน เสาะหาเรียนวิชาฟันดาบ และการต่อสู้ด้วยอาวุธนานาชนิด จึงเกิดมีการฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ จนถึงขั้นประลองฝีมือ

การแสดงกระบี่กระบอง มักจะแสดงแบบชายต่อสู้กับชาย หรือ ชายต่อสู้กับหญิง โดยใช้อาวุธหลายประเภทเช่น กระบี่ กระบอง ดาบเดี่ยว ดาบคู่ ดาบโล่ห์ แต่เท่าที่นิยมคือ การแสดงแบบนักดาบชายต่อสู้กับนักดาบหญิง อย่างเช่น การแสดงของนักศึกษาภาควิชาพละศึกษา ฝ่ายชาย เปลือยท่อนบน สวมกางเกงสามส่วนผูกผ้าที่เอว รัดผ้าประเจียดที่โคนแขน ใช้ง้าว แสดงว่านักรบระดับขุนศึก ฝ่ายหญิง สวมชุดตะเบ็งมาล โพกศีรษะด้วยผ้าสามเหลี่ยม ใช้กระบี่

...........ทั้งสองฝ่ายจะลดล่อเพื่อดูท่าทีชั้นเชิงของคู่ต่อสู้ ฝ่ายชายนักรบไทย ซึ่งมีนิสัยใจร้อนกว่าเป็นผู้เริ่มรุก ฝ่ายหญิงคู่อริไทยเป็นฝ่ายรับ ซึ่งด้วยชั้นเชิงและพละกำลังของฝ่ายชายไทย ทำให้ฝ่ายหญิงตั้งรับได้อย่างเดียว จนในที่สุดฝ่ายหญิงก็เพลี่ยงพล้ำ ถูกฟาดอาวุธตก ฝ่ายชายหนุ่มแสดงความเป็นลูกผู้ชาย เขี่ยกระบี่กลับคืนให้ ฝ่ายหญิงแสร้งก้มลงเก็บ แต่กลับพุ่งเข้าหาฝ่ายชาย เพราะง้าวเป็นอาวุธยาว จะแข็งแกร่งเมื่ออยู่วงนอก ได้เปรียบกระบี่ของฝ่ายหญิง แต่เกิดจุดอ่อนเมื่อถูกรุกวงใน พอเข้าคลุกวงใน ฝ่ายชายไทยไม่ทันระวังตัวจึงถูกสาวอริตีที่ชายโครง สลับกับต่อยท้องนักดาบไทย พอเห็นนักรบไทยเริ่มอ่อนแรง ฝ่ายหญิงจึงตรงเข้าแย่งอาวุธง้าวแต่ฝ่ายชายยังขัดขืนและเหวี่ยงเธอลงไปกับพื้น ชายไทยง้างง้าวจะจ้วงคู่ต่อสู้ แต่แม่หญิงลุกนั่งกอดโคนขาขุนศึกหนุ่ม เขาจะจ้วงก็ไม่ถนัด ฝ่ายหญิงเล็งเป้าง่ามขาคู่ต่อสู้หนุ่มอยู่แล้ว เห็นเขาคาดผ้ารัดกระจับ จึงรัดโคนขานักรบไทยให้แน่นพลางสอดมือเข้าไปในผ้ารัดกระจับ ฝ่ายชายเกร็งตัวตามสัญชาตญาณรั้งง้าวมาที่โคน หมายเสือกลงใส่อริ แต่หญิงสาวเมื่อคลำเจอถุงตะเคียวชายไทย ก็ออกแรงบีบลูกตะเคียวทั้งสองลูก นักดาบไทยงอตัวตามแรงบีบ หมดแรงที่แทงง้าว ฝ่ายหญิงบีบกษัยชายไทยเพียงครู่เดียว เขาก็สิ้นเรี่ยวแรงอาวุธตก เธอจึงคลายมือ แล้วยืนขึ้นกวักไกว่ฝ่ายชายเป็นเชิงเยาะ ฝ่ายชายเลือดร้อน ถูกหญิงคู่อริหยามศักดิ์ศรี ก็ตรงเข้าวางมวยไทยใส่ ฝ่ายหญิงก็ตั้งรับอย่างใจเย็น เพราะฝ่ายชายยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ เพียงครู่เดียวก็หมดแรง เธอจึงตรงเข้าตบหน้าชายไทย สะบัดไปมาจนเข้ามึน แล้วต่อยท้องซ้ำ ฝ่ายหญิงถอยไปหญิงกระบี่หมายเผด็จศึก ฝ่ายชายกัดฟันคว้าง้าวตรงเข้าจ้วง ฝ่ายหญิงเพียงเบี่ยงหลบแล้วตวัดฟาดกระบี่ฟันสะพายแล่งนักรบไทย อนิจจา...เลือดวีรบุรุษหลั่งออกเป็นสาย แต่แม่หญิงคู่อริยังไม่วายลอบเข้าด้านหลังเขา จิกผมด้วยมือซ้าย ใช้กระบี่ปาดกระเดือกนักรบไทยขาดสะบั้น ชายหนุ่มแอ่นร่าง แล้วกระตุกสองสามครั้งก็ขาดใจตาย... นักดาบหญิงผลักร่างไร้วิญญาณของคู่ต่อสู้ลงไปนอนทอดกาย
flight
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: การฟันดาบแบบไทยโบราณ   Fri Jul 25 2008, 20:17



การฟันดาบแบบไทยโบราณ

ดาบ เป็นชื่อเรียกของ อาวุธที่มีขนาดยาวและมีคมที่ด้าน มีการใช้ทั่วโลกโดยมีชื่อเรียกและลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ส่วนประกอบหลักของดาบจะประกอบด้วยสามส่วนหลักคือ คมดาบ ไว้สำหรับฟันและตัด, ปลายดาบไว้สำหรับแทง, และ ด้ามดาบไว้สำหรับจับถือ

hit ฟันดาบ เป็นศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวชนิดหนึ่ง ที่ใช้อาวุธเข้าต่อสู้กัน ในการต่อสู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นชาติใด ภาษาใด ลักษณะการใช้อาวุธจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน และมีจุดมุ่งหมายในการต่อสูอันเดียวกัน คือ ทำให้คู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด และต้องป้องกันตัวเองให้บาดเจ็บน้อยที่สุด หรือไม่ได้รับบาดเจ็บเลย ส่วนอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้นั้น ก็มีลักษณะแตกต่างกันตามความเหมาะสมที่คิดค้นขึ้นมา ให้มีประสิทธิภาพในารกประหัตประหารกัน มานานนับพันๆปีึ จนปัจจุบันกก็ยังมีการต่อสู้ และมีการพัฒนาอาวุธกันตลอดเวลา และต่อๆไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เสด็จเตี่ยนั้นทรงโปรดปรานการฟันดาบแบบไทยโบราณด้วยเช่นกันจ๊ะ haha
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: กุหลาบสีแดง   Fri Jul 25 2008, 20:51



กุหลาบสีแดง

คำว่ากุหลาบนั้นเป็นคำศัพท์มาจากภาษาฮินดี(गुलाब อ่านว่า กุ-ลาพ หรือคนไทยเราเรียกว่า คุ-ลาพ แล้วตอนหลังก็เป็นกุหลาบ)
กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการปลูกเป็นการค้ากันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขาย เป็นอันดับหนึ่งในตลาดประมูลอัลสเมีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดประมูลไม้ดอก ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ พ.ศ. 2542 มีการซื้อขายถึง 1,672 ล้านดอก และมักจะมียอดขายสูงสุดในประเทศต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่น ๆ โดยประเทศที่ผลิตกุหลาบรายใหญ่ของโลกได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อิสราเอล เยอรมนี เคนยา ซิมบับเว เบลเยียม ฝรั่งเศส เม็กซิโก แทนซาเนีย และมาลาวี เป็นต้น

กุหลาบสีแดงยังเป็นดอกไม้ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก และการบอกรักด้วยเช่นกัน

กุหลาบสีแดง เป็นดอกไม้ที่เสด็จเตี่ยทรงโปรด บรรดาผู้ที่รักและเคารพในพระองค์ เวลาไปสักการะ
หรือไหว้พระองค์ ณ ศาล หรือพระตำหนักต่างๆ มักจะนำดอกกุหลาบสีแดง ไปถวายพระองค์ (บางที่บางศาลจะมีจำหน่ายเพื่อถวายพระองค์)
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Redrose19
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 201
Registration date : 25/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: มีของดีที่เสด็จเตี่ยทรงไว้ไกล้ชิดส่วนพระองค์   Mon Jul 28 2008, 01:45

ของดีที่เสด็จเตี่ย พระองค์ท่านทรงมีไว้เป้นส่วนพระองค์เลยนะครับ ไปที่ไหนพกติดตัวไปโดยตลอดนะครับ นั่นก็คือ พระขรรค์โสฬส ที่สร้างไว้เพียง 7 เล่มเท่านั้น โดย 1 เล่มนั้นพระองค์ท่านทรงถวายให้หลวงปู่ศุข และอีก 6 เล่มนั้นพระองค์ได้ทรงไว้ติดส่วนพระองค์ 1 เล่มเหลือ 5 เล่มนั้นทรงมอบให้กับราชนิกูลเอาไว้นะครับ




กุหลาบสีแดง “เกียรติศักดิ์รักของข้า มอบไว้แก่ตัว”
_________________________________
อาภากร ทรงสถิตย์ทั่วหล้า ชาวประชาต่างกราบไหว้


แก้ไขล่าสุดโดย Redrose19 เมื่อ Sat Sep 06 2008, 02:37, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: ขับเสภา, กรับเสภา   Mon Jul 28 2008, 17:28



การขับเสภา

ประเพณีการขับเสภามีแต่ครั้งกรุงเก่า แต่จะมีขึ้นเมื่อใดและเหตุใดจึงเอาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มาแต่งเป็นกลอนขับเสภา ทั้ง 2 ข้อนี้ยังไม่พบอธิบายปรากฏเป็นแน่ชัด แม้แต่คำที่เรียกว่า “เสภา” คำนี้มูลศัพท์จะเป็นภาษาใด และแปลว่ากระไร ก็ยังสืบไม่ได้ความคำ “เสภา” นี้ นอกจากนี้ที่เรียกการขับร้องเรื่องขุนช้างขุนแผนอย่างเราเข้าใจกัน มีที่ใช้อย่างอื่นแต่เป็นชื่อเพลงปี่พาทย์ เรียกว่า “เสภานอก” เพลง ๑ “เสภาใน” เพลง ๑ “เสภากลาง” เพลง ๑ ชวนให้สันนิษฐานว่า “เสภา” จะเป็นชื่อลำนำ ที่เอามาใช้เป็นทำนองขับเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่ผู้ชำนาญดนตรีกล่าวยืนยันว่า ลำนำที่ขับเสภา ไม่ได้ใกล้กับเพลงเสภาเลย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอันยังแปลไม่ออกว่า คำที่ว่า “เสภา” นี้ จะแปลความหมายว่ากระไร แต่มีเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังสือต่าง ๆ บ้าง ข้าพเจ้าเคยได้สดับคำผู้หลักผู้ใหญ่บ้างเล่ามาบ้าง สังเกตเห็นในกระบวนกลอน และถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเสภาบ้าง ประกอบกับความสันนิษฐาน เห็นมีเค้าเงื่อนพอจะคาดคะเนตำนานของเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนได้อยู่ ข้าพเจ้าจะลองเก็บเนื้อความ มาร้อยกรองแสดงโดยอัตโนมัติ ประกอบด้วยเหตุผลซึ่งจะชี้แจงไว้ให้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย


เดิมไม่ปรากฏแน่นอน มูลเหตุคงเนื่องมาแต่เล่านิทานให้คนฟัง การขับเสภาก็คือการเล่านิทานนั่นเอง พอจะเห็นได้ว่ามาจากการเล่านิทานที่ฟังกันมานานก็จะเบื่อและจืดชืด จึงมีคนคิดจะเล่า โดยแต่งเป็นกระบวนกลอน เมื่อเป็นกลอนแล้วก็สามารถทำให้ไพเราะได้โดยนำมาขับเป็นกลอนเสภา ซึ่งเหตุผลที่ขับแต่เรื่องขุนช้างขุนแผน คงเป็นเพราะว่านิทานเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องที่นิยมแพร่หลาย ด้วยว่าเป็นเรื่องที่สนุกจับใจและเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง

ข้อมูลประกอบโดย http://www.geocities.com/khunchangkhunpan/new_page_10.htm



กรับ เป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งกรับนั้นมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ กรับคู่ กรับพวง และกรับเสภา

- กรับคู่นั้น ทำด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก เหลาให้เรียบและเกลี้ยงอย่าให้มีเสี้ยน มีรูปร่างแบนตามซีกไม้ไผ่ หนาตามขนาดของเนื้อไม้ยาวประมาณ 40 ซม ทำเป็น 2 อันหรือเป็นคู่ ใช้ตีให้ผิวกระทบกันทางด้านแบนเกิดเป็นเสียง กรับ

- กรับพวง เป็นกรับชนิดหนึ่งตอนกลางทำด้วยไม้บางๆหรือแผ่นทองเหลือง หรืองาหลายๆอันและทำไม้แก่น 2 อันเจาะรูตอนหัวร้อยเชือกประกบไว้ 2 ข้างเหมือนด้ามพัด เวลาตีใช้มือหนึ่งถือตรงหัวทางเชือกร้อย แล้วฟาดลงไปบนอีกฝ่ามือหนึ่ง เกิดเป็นเสียงกรับขึ้นหลายเสียง จึงเรียกว่ากรับพวงใช้เป็นอานัตสัญญาณ เช่นในการเสด็จออกในพระราชพิธีของพระเจ้าแผ่นดิน เจ้าพนักงานจะรัวกรับ และใช้กรับพวงตีเป็นจังหวะ ในการขับร้อง เพลงเรือ ดอกสร้อยและใช้บรรเลงขับร้องในการแสดง นาฎกรรมด้วย

- กรับเสภา ทำด้วยไม้แก่น ไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้ชิงชัน ยาวประมาณ 20 ซม หนาประมาณ 5 ซม เหลาเป็นรูป 4 เหลี่ยมแต่ลบเหลี่ยม ออกเพื่อมิให้บาดมือและให้สามารถกลิ้งตัวของมันเองกลอก กระทบกันได้โดยสะดวก ใช้บรรเลงประกอบในการขับเสภา เวลาบรรเลงผู้ขับเสภาจะใช้กรับเสภา 2 คู่ รวม 4 อัน ถือเรียงกันไว้บนฝ่ามือของตนข้างละคู่ กล่าวขับเสภาไปพลาง มือทั้ง 2 ข้างก็ขยับกรับแต่ละข้างให้กลอกกระทบกันเข้าจังหวะ กับเสียงขับเสภา จึงเรียกกรับชนิดนี้ว่า กรับเสภา


วิธีตี การตีใช้ขยับมือที่ละคู่ การขับเสภาใช้กรับสองคู่ ถือมือละคู่ ผู้ขับเสภาจะขยับกรับ สองคู่นี้ตามท่วงทำนองที่เรียกเป็นไม้ต่าง ๆ เช่น ไม้กรอ ไม้หนึ่ง ไม้รบ หรือไม้สี่

ข้อมูลประกอบโดย http://th.wikipedia.org
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: โขน   Tue Jul 29 2008, 01:38


ภาพประกอบจาก http://www.bloggang.com/data/yim-mai-hoop/picture/1139889428.jpg

โขน

เสด็จเตี่ย พระองค์ทรงโปรดโขนมากเป็นพิเศษ ครูที่ประสิทธิประสาทวิชา
ในการสอนท่ารำให้พระองค์ท่านคือ พระยาพรหมาฯ พระองค์เคย
ร่วมเล่นโขนกับเจ้านายหลายพระองค์ อาทิ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยงประยูรพันธ์
กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส
พระอนุชาของพระองค์เอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงอดิศรฯ
พระองค์โปรดเล่นเป็นตัว ทศกัณฐ์ การเล่นโขนนี้เคยเล่นถวายหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้าหลวง
มาแล้ว อีกครั้งหนึ่งเคยเล่นถวายในหลวงรัชกาลที่ ๖ ตอน ทศกัณฐ์ลงสวนไปหาสีดา เฉพาะอย่างยิ่ง
บทเกี้ยวนางสีดานั้น ทำท่ากรุ้มกริ่ม ประหนึ่งรอยยิ้มออกมานอกหัวโขน จนคนชมเปราะ
ส่วนกรมหมื่นไชยาฯ พระอนุชานั้นเล่นเป็นตัวหนุมาน ครั้นเข้ามาทำท่าคลอเคลียลูบแข้งลูบขา
ทศกัณฐ์พลางถอนขนหน้าแข้ง...........

ข้อมูลจากหนังสือ 108 เทพแห่งสรวงสวรรค์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
d@eng navy22
Moderator
Moderator


จำนวนข้อความ : 221
Registration date : 30/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sun Aug 10 2008, 01:22

ขอบคุณมากค่ะ เอ๊ะ สำหรับความรู้ที่ดี
หาอ่านยากค่ะ ที่เป็ระเบียบ แบบนี้ ชอบค่ะการจัดกระทู้ อ่านง่าย เข้าใจ

ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Redrose19
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 201
Registration date : 25/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sun Aug 17 2008, 02:06

Laughing ยังมีอีกมากมายนะครับ ที่เสด็จเตี่ย พระองค์ท่านนั้นทรงโปรดปราน นะครับ เดียวจะนำมาโพสให้ความรู้เพิ่มขึ้นนะครับ


แก้ไขล่าสุดโดย Redrose19 เมื่อ Wed Aug 20 2008, 22:26, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Mon Aug 18 2008, 16:21

ค่ะ ถ้าใครมีเวลา ก็นำมาช่วยกันโพสต์นะคะ Surprised
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
d@eng navy22
Moderator
Moderator


จำนวนข้อความ : 221
Registration date : 30/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: ถึง...น้อง เอ๊ะ   Mon Aug 18 2008, 21:40

http://www.navy22.com/smf/index.php/topic,15138.msg10762/topicseen.html#msg10762

Cool ยืมข้อมูลไปตอบนะจ๊ะคนดีจ๋าอิอิ มาบอกค่ะ คิดถึงงงงงงงงงง มากๆๆ ออน*ด้วยค่ะ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Wed Aug 20 2008, 18:19



ขอบคุณภาพจากเวบกระดานปัญญาชน โดยพี่กุหลาบสีแดง

อ้ายเป้

ไอ้เป้ หรือ อ้ายเป้
หรือน้ำตาลเมาเป็นสุราพื้นบ้านเป็นที่โปรดปรานของพระองค์มาก มีรส หวานๆๆ ขมๆๆ กรรมวิธี ในการทำน้ำตาลเมานั้น เริ่มจากการนำไหมาล้างน้ำให้สะอาด และอบรมควันจนแห้งสนิทดีแล้ว จากนั้นต้องนำไม้มะเกลือมาผ่าซีก (หรือสับเป็นชิ้นยาวพอสมควร) จากนั้นนำไม้มะเกลือนั้นมาย่างกับไฟจนแห้งสนิทจนมีสีเหลือง (อาจใช้เปลือกไม้พะยอมด้วยก็ได้) ขั้นตอนการหมัก ให้ใส่ไม้มะเกลือลงไปในไห เติมน้ำตาลสดลงไปในไหจนเหลือพื้นที่ราวๆ ๑๐ ซ.ม. เพื่อกันน้ำล้นเวลาเดือด ถ้ามีน้ำเชื้อเก่าที่เคยทำไว้ใส่ลงไปด้วย ตามด้วยการหยดเกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อเร่งปฏิกิริยาการหมักให้สมบูรณ์ยิ่ง ขึ้นระยะเวลาการหมัก จะนานราว ๒-๓ วัน


เห็นกระบวนการทำแล้ว ไม่น่าจะยาก แต่ยากตรงที่มีกฏหมายควบคุม เพราะถือว่าเป็นสุราเถื่อน
และอีกข้อคือ จะให้รสชาติดีนั้น ต้องใช้มะเกลือที่ได้มาใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้ มะเกลือ หายากจ๊ะ
สมัยก่อนมะเกลือจะมีอยู่ทั่วไปตามหัวคันนา ตามต่างจังหวัด มาปัจจุบัน ชาวนาตัดทิ้งหมดจ๊ะ เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Wed Aug 20 2008, 21:06




บุหรี่และซิการ์ (Cigarette, Cigar)


บุหรี่ มี ลักษณะเป็นทรงกระบอกม้วนห่อด้วยกระดาษ (ขนาดปกติจะมีความยาวสั้นกว่า 120 มิลลิเมตร และ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 มิลลิเมตร) มีใบยาสูบบด หรือซอยบรรจุภายในห่อกระดาษ ปลายด้านหนึ่งเป็นปลายเปิดสำหรับจุดไฟ และอีกด้านหนึ่งจะมีตัวกรอง ไว้สำหรับใช้ปากสูดควัน คำนี้ปกติจะใช้หมายถึงเฉพาะที่บรรจุใบยาสูบภายใน แต่ในบางครั้งก็อาจใช้หมายถึงมวนกระดาษที่บรรจุสมุนไพรอื่น ๆ เช่น กัญชา (en:marijuana)

บุหรี่ซิการ์ หมายความว่า ใบยาแห้ง หรือยาอัด ซึ่งม้วนด้วยใบยาแห้งหรือยาอัด
ประเทศผู้ผลิต ประเทศคิวบ้า จะมีซิการ์ราคาแพงที่สุดในโลก

บุหรี่ ต่างจาก ซิการ์ (en:cigar) ตรงที่บุหรี่นั้นมีขนาดเล็กว่า และใบยาสูบนั้นจะมีการบดหรือซอย รวมทั้งกระดาษที่ห่อ ซิการ์โดยปกติจะใช้ใบยาสูบทั้งใบ ซิการ์ชนิดที่มีขนาดเล็กพิเศษเท่าบุหรี่ เรียกว่า ซิการ์ริลโล (en:cigarillo) บุหรี่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาอังกฤษตั้งแต่ก่อนสงครามแห่งครา ยเมีย เมื่อทหารแห่งจักรวรรดิอังกฤษ เริ่มเลียนแบบการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อใบยาสูบ จากทหารตุรกีแห่งอาณาจักรออตโตมัน

สารเคมีในบุหรี่
ไส้บุหรี่นั้น ทำจากใบยาสูบตากแห้ง นำไปผ่านกระบวนการทางเคมี และมีการเพิ่มสารอื่น ๆ ควันบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนั้นมีสารเคมีจำนวนมากที่เป็นสารพิษ สารที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (en:mutagenic) และสารก่อมะเร็ง (en:carcinogen) สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบได้แก่

* อะลูมิเนียม (Aluminia)
* แอมโมเนีย (Ammonia)
* สารหนู (Arsenic)
* เบนซีน (Benzene)
* บิวเทน (Butane)
* แคดเมียม (Cadmium)
* คาเฟอีน (Caffeine)
* คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide)

* คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide)
* คลอโรฟอร์ม (Chloroform)
* ทองแดง (Copper)
* ไซยาไนด์/ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Cyanide/Hydrogen cyanide)
* ดีดีที/ดีลดริน (DDT/Dieldrin)
* เอธิลแอลกอฮอล์ (Ethenol)
* ฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde)
* ตะกั่ว (Lead)

* แมกนีเซียม (Magnesium)
* มีเทน (Methane)
* เมทิลแอลกอฮอล์ (Methanol)
* ปรอท (Mercury)
* นิโคติน (Nicotine)
* พอโลเนียม (Polonium)
* ทาร์ (Tar)
* ไวนิลคลอไรด์ (Vinyl Chloride)
* โพแทสเซียมไนเตรต (Potassium nitrate)

ผลต่อสุขภาพ
การสูบบุหรี่และยาสูบอื่น ๆ เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ การสูบบุหรี่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคมะเร็งปอด (ประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่) นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุของโรคปอดอื่น ๆ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง (en:emphysema) หญิงมีครรภ์ที่สูบบุหรี่มีโอกาสแท้งลูกมากขึ้น และเด็กที่คลอดออกมาอาจมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ การสูบบุหรี่ยังเพิ่มโอกาสของอาการหัวใจวาย และโรคมะเร็งประเภท อื่น ๆ อีกด้วย ผู้สูบบุหรี่อาจดูแก่กว่าปกติเนื่องจากควันบุหรี่จะเพิ่มรอยเหี่ยวย่นบนผิว หนัง เนื่องจากการสูบบุหรี่มีผลเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม ดังนั้นอาจส่งผลให้ผู้สูบมีน้ำหนักลดลง [ต้องการแหล่งอ้างอิง]นิโคติน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นประสาท (en:stimulant) ในบุหรี่นั้น มีผลเป็นสารเสพติด (en:addictive) และลดการอยากอาหาร (en:appetite suppressant) ผู้ที่เลิกการสูบบุหรี่มักจะทดแทนอาการอยากบุหรี่ด้วยการกินขนม ซึ่งส่งผลให้หนึ่งในสามของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นนิโคตินยังอาจเป็นสารพิษ หากเด็กหรือสัตว์รับประทานก้นบุหรี่โดยอุบัติเหตุ

โอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดจากการสูบควันนั้นไม่แน่นอน ขึ้นกับลักษณะของการสูบ สารที่สูบ และความถี่ จากสถิติพบว่า คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสจะเป็นโรคมะเร็งปอดประมาณ 11-17% [1] หรือ 10-20 เท่าของคนที่ไม่สูบ [2] การสูดสารพิษและสารก่อมะเร็งจากควันบุหรี่ เช่น เรดอนและเรเดียม-226 เชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็ง ไร่ยาสูบในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี เนื่องจากการใช้ปุ๋ยที่มีปริมาณฟอสเฟตสูง


ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org
http://th.uncyclopedia.info


ปล.บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่แนะนำให้สูบกันนะจ๊ะ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Mr.ladkrabang
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 641
: 30
Registration date : 24/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Thu Aug 21 2008, 15:20

รูปสุดยอดเลยนะครับ อ้ายเป้ Laughing มาทั้งเมืองจีนเมืองลาวเลย ไฮหลำ ไฮปลาเหนื่อย Laughing
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://for-you-and-unrem.spaces.live.com/
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Fri Aug 22 2008, 01:46

รูปไอ้เป้ ยืมมาจากเวบกระดานปัญญาชนนะจ๊ะ พี่กุหลาบเธอไปหามาจ๊ะ 555
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Mr.ladkrabang
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 641
: 30
Registration date : 24/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Fri Aug 22 2008, 15:28

สวยๆๆๆๆครับ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://for-you-and-unrem.spaces.live.com/
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Fri Aug 22 2008, 22:22

พี่กุหลาบฯ จะมีสิ่งดีๆมาให้พวกเราเสมอ ขอบคุณค่ะ respect
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Mr.ladkrabang
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 641
: 30
Registration date : 24/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sat Aug 23 2008, 14:27

ต่อๆ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://for-you-and-unrem.spaces.live.com/
Bluemoon
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 882
Registration date : 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sun Aug 24 2008, 16:32

เดี๋ยวมาต่อให้จ๊ะ ขอพักผ่อนสักระยะ Laughing
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Redrose19
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 201
Registration date : 25/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sun Aug 24 2008, 21:46

Very Happy เตรียมรอคอยสิ่งใหม่ๆที่เสด็จเตี่ยทรงโปรดด้วยนะครับ



ไม้กระบองอาญาสิทธิ์ ที่ใช้ในการเดินหาสมุนไพร ในป่าลึกนะครับ


แก้ไขล่าสุดโดย Redrose19 เมื่อ Sat Sep 06 2008, 02:45, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Redrose19
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 201
Registration date : 25/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sun Aug 24 2008, 21:52

มีดเหน็บเป็นอาวุธที่ “ เด็กรับใช้ ” ( CABIN BOY ) ของผู้บังคับการเรือหรือนายทหารใช้เป็นอาวุธทำการ รบแบบ “ รบประชิด ” ในสมัยที่ยังใช้เรือใบเป็นเรือรบ ต่อมาเมื่อหมดสมัยการรบประชิดแล้ว “ มีดเหน็บ” ได้กลายมาเป็นเครื่องหมายแสดงความเด่นในสังคมของผู้คาด และถือว่าเป็นส่วนประกอบของเครื่องแบบ มิใช่อาวุธนักเรียนนายเรือจึงนำติดตัวขึ้นบกได้ แม้เดินทางไปเมืองท่าต่างประเทศ “ เสด็จเตี่ย ” ได้ทรงจัด ให้มีมีดเหน็บประกอบเครื่องแบบนักเรียนนายเรือไทยและให้นักเรียนทำการนายเรือ โดยตั้งแต่ ร.ศ.๑๒๔ ( พ.ศ.๒๔๔๘ ) ตามพระราชกำหนดเครื่องแต่งตัวทหารเรือ ร.ศ.๑๒๔ ได้กำหนดให้นายทหารสัญญาบัตร ใช้มีดเหน็บไม่มีพู่ทองโยงทับเข็มขัดคาดในเสื้อและกำหนดให้นักเรียนนายเรือมีมีดเหน็บไม่มีพู่โยงเข็มขัด หนังดำหัวเข็มขัดดำเป็นตราสมอกับพระเกี้ยว คาดในเสื้อ สำหรับใช้กับเครื่องแต่งตัว นักเรียนนายเรือจึงมี “ มีดเหน็บ ” คาดประดับเครื่องแบบมาตั้งแต่ ร.ศ.๑๒๔ แม้ปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนชื่อเป็น กระบี่นักเรียนนายเรือ ไปแล้ว แต่ก็ยังคงรูปลักษณ์เช่นเดิมมีดเหน็บประจำกายเสด็จเตี่ย นะครับ สวยมากเลยนะครับ




แก้ไขล่าสุดโดย Redrose19 เมื่อ Sat Sep 06 2008, 02:45, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
d@eng navy22
Moderator
Moderator


จำนวนข้อความ : 221
Registration date : 30/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sun Aug 24 2008, 21:56

รอเช่นกันค่ะ... Cool
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Redrose19
Moderator
Moderator
avatar

จำนวนข้อความ : 201
Registration date : 25/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด   Sun Aug 24 2008, 22:07

ส่วนนี้คือพระขรรค์โสฬส นะครับ 1 ใน 7 ด้ามที่สร้างถวายหลวงปู่ศุข นะครับ
"พระขรรค์โสฬส...!?" พระศาสตราวุธที่ "หลวงปู่ศุข" ได้อัญเชิญทวยเทพทั้ง 16 ชั้นฟ้า มาอำนวยการจัดสร้างให้เข้มขลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"พระขรรค์โสฬส" จึงจัดเป็นเทพศาสตราวุธอย่างแท้จริง โดยจำลองรูปแบบจากพระขรรค์โบราณของพระมหากษัตริย์ซึ่ง "เสด็จในกรม" ได้นำจากวังมาเป็นต้นแบบ อีกทั้งมีพิธีกรรมจัดสร้างที่เร้นลับซับซ้อนยิ่งกว่ามีดหมอหรือเครื่องรางของขลังใดๆ ซึ่งเชื่อกันว่ามีเพียง 7 เล่มเท่านั้น
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว "เสด็จในกรม" ได้ทรงถวายคืนให้ "หลวงปู่ศุข" 1 เล่ม ซึ่งพระขรรค์เล่มนี้เองได้สร้างความอัศจรรย์ให้ปรากฎแก่ผู้คนที่เคยพบเห็นมานักต่อนัก ซึ่งหนึ่งในผู้คนที่พบเห็นก็คือ "ขุนพันธ์" นั่นเอง พระขรรค์ดังกล่าวมีความยาวประมาณ 7 นิ้ว (รวมด้ามประมาณ11นิ้ว) ตัวพระขรรค์ทำจากเหล็กยอดเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ "หลวงปู่ศุข" เก็บไว้นานแล้ว ผสมกับโลหะมงคล วัตถุอาถรรพ์หลายชนิด โดยในการเทหล่อโลหะก่อนนำมาตีเป็นพระขรรค์นั้น "เสด็จในกรม" ได้ทรงนำเครื่องทองนาก ส่วนพระองค์เทผสมลงไป เป็นมงคลอีกต่างหาก ผสมกับแผ่น ทอง นาค เงิน ที่จารึกอักขระโดย "หลวงปู่ศุข" ปลุกเสกข้ามพรรษา ที่ตัวพระขรรค์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จารึกอักขระและเลขยันต์ ประจำตัวของ "หลวงปู่ศุข" มีผู้ถอดความอักขระภาษาขอมออกมามีความหมายบอกเล่าความเป็นมาของพระขรรค์ได้ลึกซึ้งมากด้ามพระขรรค์ทำจากฝักคูนตายพราย ภายในแก่นพระขรรค์บรรจุกระดูกผี และเส้นผมผีตายโหงเจ็ดป่าช้า กับของอาถรรพ์หลายอย่าง เมื่อสร้างเสร็จเป็นเล่มสมบูรณ์แล้ว "หลวงปู่ศุข" ได้ทำพิธีปลุกเสกเดี่ยวนานตลอดพรรษาก่อนถวายให้กับ "เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์"

จากประวัติการจัดสร้าง "พระขรรค์โสฬส" นี้คล้ายกับพิธีกรรมในการจัดสร้าง "ดาบฟ้าฟื้นของขุนแผน" เป็นอย่างมากโดยในวรรณกรรม ขุนช้างขุนแผนกล่าวถึงการสร้างดาบฟ้าฟื้นเป็นร้อยกรองดังนี้


“เอาเหล็กยอดเจดีย์พระมหาธาตุ
ยอดปราสาททวารมาประสม
เหล็กขนัดผีพรายตายทั้งกลม
เหล็กตรึงลมตรึงปั้นโลงสลักเพชร์
หอกสัมฤทธิ์กริชทองแดงพระแสงหัก
เหล็กปฎักประตูตะปูเห็ด
พร้อมเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด
เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้
เอาเหล็กไหลหล่อบ่อพระแสง
เหล็กกำแพงน้ำพี้พร้อมเหล็กแร่...”


จากร้อยกรองการจัดสร้าง "ดาบฟ้าฟื้นของขุนแผน" น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างเทพศาสตราวุธนี้เป็นความเชื่อที่มีมาแต่ครั้งโบราณ ทั้งนี้เป็นที่เข้าใจว่า "พระขรรค์โสฬส"ทั้ง 7 เล่มนั้น 1 เล่มอยู่ที่ "เสด็จในกรม" อีก 1 เล่มอยู่ที่ "หลวงปู่ศุข" และอีก 5 เล่ม "เสด็จในกรม" ได้ถวายให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งไม่เคยมีใครพบเห็นพระขรรค์ 5 เล่มนั้นอีกเลย
ในขณะที่พระขรรค์ประจำตัวพระองค์ของ "เสด็จในกรม" นั้น มีผู้พบเห็นพระองค์อัญเชิญเป็นศาสตรวุธประจำตัว โดยเฉพาะในขณะทรงเดินทางออกทะเล"พ่อหลิม" หรือ "เสือไท" เป็นผู้ไขรหัสลับพระขรรค์นี้ให้กับ "ขุนพันธ์" และลูกศิษย์ก้นกุฎิซึ่งเป็นนายตำรวจอดีตมือปราบเมืองพิจิตร ศิษย์รุ่นน้องสำนักเดียวกับขุนพันธ์ให้ได้ทราบ"พระขรรค์โสฬส" เล่มที่อยู่กับ "หลวงปู่ศุข" ต่อมาได้ตกทอดมาอยู่ในความครอบครองของ "หลวงตาแวว" วัดคลองคู้ จังหวัดพิจิตร ภายหลัง "หลวงปู่ศุข" มรณะภาพแล้วหลวงตาแววได้นำ "พระขรรค์โสฬส" ออกจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าติดตัวไปด้วย จนกระทั่ง "หลวงตาแวว"ได้อุปสมบท ปรากฎว่าพระขรรค์เล่มนี้ก็ยังอยู่กับ "หลวงตาแวว" และเป็นเครื่องรางของขลังที่ "หลวงตาแวว" หวงแหนมากที่สุด โดยท่านนำใส่ย่ามหรืออังสะ และบางครั้งก็พกไว้ที่เอวตลอดเวลา ความอัศจรรย์ของ "พระขรรค์โสฬส" มีมากมายจาระไนไม่หมด สามารถใช้ได้สารพัดนึก มีความคงกระพัน แก้ไขป้องกันคุณไสย์ ทำน้ำมนต์ไล่ภูตผีปีศาจ และที่สำคัญเป็นมหาอุดที่ปกป้องคุ้มครองอันตรายได้ทั้งหมู่คณะ "พ่อหลิม" เคยเล่าว่าเมื่อคราวที่เกิดพายุกลางทะเล "เสด็จในกรม" ได้เคยอธิษฐานกวัดแกว่งพระขรรค์เล่มนี้จนคลื่นลมสลายมาแล้ว
ภายหลังจาก "หลวงตาแวว" มรณะภาพไป พระขรรค์เล่มนี้ ได้ตกทอดไปยังลูกศิษย์เกิดการยื้อแย่งกันน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ในช่วงหนึ่ง "พระขรรค์โสฬส" ได้ตกไปอยู่ในมือของพวกโจรซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ "ขุนพันธ์" ได้เดินทางกลับไปยังภาคใต้แล้ว (ขุนพันธ์ เคยขอพระขรรค์เล่มนี้จากหลวงตาแวว แต่ท่านผัดผ่อนจนมรณะภาพ)
"ขุนพันธ์" ได้เพียรพยายามตามหาพระขรรค์ที่เหลืออยู่แต่ไม่พบ ทั้งให้เพื่อนสนิทที่พิจิตรช่วยตามหาพระขรรค์ เล่มของ "หลวงปู่ศุข" ด้วย ซึ่งมาทราบภายหลังว่าลูกศิษย์ของ "หลวงตาแวว" ซึ่งเอาดีทางนักเลงได้ขโมยต่อๆกันไปจนในที่สุดก็ได้ไปอยู่ในชุมโจรแห่งหนึ่ง

จากคำบอกเล่าของ "เสือออง" (ปัจจุบันมีชีวิตอยู่และกลับตัวเป็นคนดี) เล่าว่า

"ตนเองและพรรคพวกโจรได้ผลัดกันถือพระขรรค์นำหน้าเวลาออกปล้น เคยประทะกับเจ้าทรัพย์และตำรวจ ปรากฎว่ากระสุนปืนไม่สามารถทำอันตรายพวกตนได้ หากโดนจ่อใกล้ๆ ปืนก็จะไม่ลั่นหรือไม่ดัง หากอยู่นอกรัศมีออกไปกระสุนก็จะพลาดเป้าหมายไปหมด"
"เสือออง" เล่าถึง อำนาจจาก "พระขรรค์โสฬส" ว่า เคยนำพระขรรค์ไปปักไว้ที่หัวคันนาปรากฎว่าฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาใกล้ๆ จากนั้นใช้ปืนพระรามหก และปืนนานาชนิดยิงทดสอบ กระสุนปืนไม่ลั่นแม้แต่นัดเดียวการที่พวกโจรนำพระขรรค์ไปใช้ในทางทีผิ่ดนั้น มีวิธีแก้ทางเดียวคือนำกลับมาหรือแย่งคืนจากมือโจรให้ได้ แต่อย่างที่กล่าวแต่แรก เหตุการณ์เกิดในช่วงที่ "ขุนพันธ์" เดินทางกลับภาคใต้แล้วไปแล้ว"พ่อหลิม" จึงให้ศิษย์รุ่นน้องของ "ขุนพันธ์" ผู้หนึ่งซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจมือปราบเลือดเนื้อเชื้อไขชาวพิจิตร(ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว) ออกติดตามหาเกิดการประทะต่อสู้กันอย่างสนุกตื่นเต้น กว่าจะแย่งพระขรรค์ออกจากมือโจรได้ ต้องใช้เวลานานหลายปี

พระขรรค์โสรฬดังกล่าวครั้งหนึ่งเคยตกเป็นสมบัติของมือปราบชาวพิจิตรศิษย์รุ่นน้อง "ขุนพันธ์" ร่วมสำนักของ "พ่อหลิม" และบุตรชายได้ถ่ายรูปบันทึกภาพไว้เกือบสิบปีแล้ว แต่น่าเสียดายเมื่อเกษียณอายุราชการผู้บังคับบัญชาการระดับสูงขอพระขรรค์เล่มนี้ไป ทั้งหมดที่เป็นเรื่องราวบางส่วนของ "พระขรรค์โสฬส" ที่ "ขุนพันธ์" อยากได้เป็นที่สุด เพื่อเป็นของขลังคู่กับ "ดาบแดง" แต่จนวาระสุดท้าย ท่านก็ไม่ได้มีโอกาศครอบครอง "พระขรรค์โสฬส" เล่มนี้...




ส่วนภาพล่างนี้คือพระขรรค์โสฬส เช่นกันนะครับ ของพี่กุหลาบสีแดง นะครับ สร้างมาจากเหล็กน้ำพี้ ศักดิ์สิทธิ์มากเลย นะครับ





แก้ไขล่าสุดโดย Redrose19 เมื่อ Sat Sep 06 2008, 02:46, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
วัตถุ สิ่งของ อาหาร ฯลฯ ที่เสด็จเตี่ย ทรงโปรด
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 3ไปที่หน้า : 1, 2, 3  Next

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
(ย้ายแล้วจ้า ไปอยู่ที่) :: เรือนส่วนกลาง :: ห้องกรมหลวงชุมพร-
ไปที่: