(ย้ายแล้วจ้า ไปอยู่ที่)

ประกาศย้ายเวบบอร์ดไปอยู่ที่ http://www.abhakara.com
 
บ้านบ้าน  ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ค้นหาค้นหา  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)  
Share | 
 

 บุคคลตัวอย่างที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Bluemoon
Moderator
Moderator


จำนวนข้อความ: 882
Registration date: 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: บุคคลตัวอย่างที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง   Mon Aug 18 2008, 21:19

กระทู้นี้จะขอนำบุคคลที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง และสำนึกถึงคุณค่าของความพอเพียง

ประวัติชีวิต การดำเนินรอยตาม และผลที่ได้รับ

กระทู้นี้ทำขึ้นเพื่อยกย่อง ผู้รู้จักความพอเพียง ด้วยหัวใจที่เพียงพอ

ยกย่องจากหัวใจค่ะ Surprised


แก้ไขล่าสุดโดย Bluemoon เมื่อ Thu Aug 21 2008, 13:46, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator


จำนวนข้อความ: 882
Registration date: 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: บุคคลตัวอย่างที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง   Tue Aug 19 2008, 00:07

ชีวิตพอเพียงของในหลวงของเรา

1. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม

2. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก 'การให้' โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า 'กระป๋องคนจน' เอาไว้ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก 'เก็บภาษี' หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำ อะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

3.ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า 'ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋อ งวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน

4. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา

5. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

6. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก 'การเล่น' สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง

7.ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุ การเกษตรเพื่อใช้เป็น พลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

8. ของใช้ส่วนพระ องค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น

9. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา

10. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม

11. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของ ประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ

12. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

13. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย

14. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด

15. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator


จำนวนข้อความ: 882
Registration date: 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: บุคคลตัวอย่างที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง   Tue Aug 19 2008, 00:09

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์

แปลโดย Wilai Trakulsin


มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ( รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:

1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!
2. เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์
3. เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม
4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
5. เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
6. บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9. บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง



ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง


๑. มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน

๒. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน

๓. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน

๔. มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
Bluemoon
Moderator
Moderator


จำนวนข้อความ: 882
Registration date: 23/07/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: บุคคลตัวอย่างที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง   Sat Aug 23 2008, 02:30

สุข ทองอ้ม
แบบอย่าง "เศรษฐกิจพอเพียง
"





ความเป็นมาของลุงสุข ทองอ้ม เกษตรกรวัย ๖๑ ปี ก็ไม่ต่างจากเกษตรกรส่วนใหญ่ของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว คือทำนาอย่างเดียว

อย่างไรก็ดี ลุงสุขมีที่รกร้างอยู่ ๑ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๙ ไร่ เมื่อมีการส่งเสริมให้ปลูกไม้ยูคาก่อนหน้าปี ๒๕๔๑ ลุงสุขจึงได้ถากถางที่แปลงนั้นเพื่อปลูกไม้ยูคาในเนื้อที่ ๕ ไร่

ปี ๒๕๔๑ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตลุงสุข เมื่อมีโครงการเกษตรกรรมฟื้นฟู เข้ามาแนะนำให้ทำเกษตรแบบผสมผสาน ลุงสุขจึงตัดสินใจลงมือทำในทันที เพราะเห็นว่าการทำนาแบบเชิงเดี่ยวนั้น ในแต่ละปีก็มีผลผลิตเพียงอย่างเดียวคือข้าว

หลังจากตัดไม้ยูคาในแปลงเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน ลุงสุขก็นำไม้ผลจำพวก มะพร้าว มะม่วง ขนุน โดยมีแรงงาน ๒ คนกับภรรยา นางเหรียญ ทองอ้น ในช่วงแรกๆ นั้นลุงสุขมุมานะทำจนกระทั่งล้มป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ

ปี ๒๕๔๕ ลุงสุขได้เข้าร่วม "โครงการนำร่องฯ ภูมินิเวศน์สุรินทร์" โดยได้รับการสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิตทั้งสระน้ำขนาดใหญ่ว่า ๓๐x๑๐ เมตร ลึก ๓ เมตร ซึ่งถ้าหากเก็บกักน้ำเต็มสระ ก็คงมีน้ำเพียงพอที่จะใช้ในการเกษตรทั้งตลอดทั้งปี


และสิ่งที่ได้รับจากโครงการฯ อีก คือ ควาย ๑ ตัว และได้ออกลูกมาแล้ว ๑ ตัว โดยการให้แบบปันผล ซึ่งหากลูกควายแข็งแรงดีแล้ว ลุงสุขต้องคืนควายให้กับกลุ่ม เพื่อนำไปเลี้ยงดูและขยายพันธุ์ต่อไป


นอกจากนี้แล้ว ยังได้รับประสบการณ์และความรู้ จากการศึกษาดูงาน แต่ไม่ได้ไปร่วมมากนัก ทั้งนี้ เนื่องจากคิดว่าการลงมือทำ และลองผิดลองถูกด้วยตนเอง น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เช่น ปริมาณการใส่ปุ๋ย ใส่น้ำให้ต้นไม้แต่ละชนิด และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเกษตรกรในละแวกใกล้เคียงกัน



อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรผสมผสานของลุงสุขนั้น ถูกต่อต้านและไม่เห็นด้วยจากกลุ่มสมาชิกด้วยกัน โดยหาว่าทำแบบเชิงธุรกิจ เพราะมีแปลงไม้ผลที่หลากหลาย และลุงสุขเน้นการช่วยเหลือตัวเองในส่วนที่ภาครัฐยังช่วยไม่ถึง เช่น พันธุ์ไม้ และระบบไฟฟ้ารวมถึงการจัดการน้ำด้วยตนเอง



ด้วยเหตุนี้เอง ลุงสุขจึงถูกมองว่า ทำการเกษตรเพื่อเน้นผลผลิตออกจำหน่าย แต่ทั้งนี้ลุงสุขเล่าว่า ถ้าเราไม่ช่วยเหลือตัวเอง รอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ เราก็จะไม่ทำอะไรเลย เพราะคนที่ประสบปัญหาใช่ว่ามีเพียงแค่คนสองคนเท่านั้น แต่ยังมีเกษตรกรอีกมากมายทั้งประเทศที่ประสบปัญหาแตกต่างกันไป หากไม่ช่วยตัวเองหรือหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน มีหรือที่จะประสบความสำเร็จได้


บางครั้งบางหนลุงสุขถึงกับยอมลงทุนเหมารถเพื่อไปซื้อพันธุ์ไม้ถึงอำเภอกลางดง จังหวัดนครราชสีมา



ในฤดูร้อนนี้ ถึงแม้ว่าแปลงนากว่าร้อยละ ๙๐ ของจังหวัดสุรินทร์แลดูว่างเปล่าเวิ้งว่าง แต่ในแปลงเกษตรของลุงสุข กลับดูเขียวชอุ่ม ร่มเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ ไล่จากด้านหน้าซึ่งเป็นแปลงไม้ผลนานาชนิด ส้มโอ, ละมุด, มะม่วง, มะนาว, มะกรูด, ชมพู่, มะกอก, ลิ้นจี่, เงาะ (กำลังทดลองปลูก), มะไฟ ฯลฯ ที่ลุงสุข และภรรยาได้พลิกผืนดินที่แห้งแล้ง มอบความชุ่มเย็นสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน



ถัดจากแปลงไม้ผล เป็นเรือนพักอาศัยที่ทำแบบง่ายๆ มีเล้าไก่อยู่หลังบ้าน ทางทิศเหนือเป็น แปลงละมุดที่ลุงสุขได้ลงกล้าไปไม่นาน กำลังจะพ้นวัยอนุบาล ซึ่งกว่าลุงสุขจะค้นพบวิธีการให้น้ำก็ใช้เวลาลองผิดลองถูกไปไม่น้อยเหมือนกัน และก็ได้สูตรสำเร็จคือ ๑ ต้น ใช้น้ำประมาณ ๘-๘ ลิตร โดยใส่น้ำให้เต็มถังสีขนาด ๘.๙๒๕ ลิตร เมื่อเต็มแล้วก็เอากระสอบปุ๋ยปูทับฟางที่คลุมดินรอบๆ ต้น และราดน้ำลงไป ลุงสุขทำแบบนี้ทุกวันกับละมุดกว่า ๑๐๐ ต้น โดยอาศัยน้ำบาดาลที่ลงทุนเจาะเองในงบประมาณ ๑,๘๐๐ บาท



นอกจากนี้ ลุงสุขยังได้ค้นพบวิธีการปลูกส้มโชกุน โดยเฉพาะเรื่องการคลุมแปลงส้ม ลุงสุขพบว่าไม่ควรขุดหลุมลึกเกินไป และต้องขยายหลุมเพื่อใส่ปุ๋ย และให้น้ำในปริมาณที่พอเพียง
แรกๆ นั้นเกษตรกรบางคนที่ใช้ฟางคลุมต้นในปริมาณมากเกินไป ด้วยคิดว่าจะรักษาปริมาณน้ำมาก แต่ลุงสุขได้แนะนำเทคนิคให้คลุมฟางในปริมาณให้พอเหมาะ เพื่อให้รากได้รับอากาศและแสงแดดอย่างพอเพียง ซึ่งก็ได้รับการยอมรับจากเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน



ทุกๆ แปลงของแปลง ลุงสุขจะกั้นตาข่ายไว้เพื่อไม่ให้ไก่หรือสัตว์ที่เลี้ยงไว้เข้ามาคุ้ยเขี่ย เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายได้ และนี่ก็หมายถึงระบบการจัดการแปลงที่มีประสิทธิภาพ




สำหรับด้านหลังนั้น มีแปลงหวายที่เพิ่งจะลงกล้าจากเมล็ดที่เพาะเอง ถัดไป เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ได้งบประมาณมาจากโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนแล้ว รอบๆ สระ จะมีพืชผักสวนครัวที่เราๆ ท่านๆ ได้บริโภคเป็นประจำทุกวัน กระเพรา, โหระพา, หอมแบ่ง, แตงกวา, มะเขือเทศ, ยี่หร่า, ข่า, ตะไคร้ ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะบริโภคเองแล้ว ยังเหลือเพื่อขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกะเกณฑ์ดูด้วยสายตาแล้ว ถือเป็นรายได้ที่น่าจะพอเพียงสำหรับเกษตรกรอย่างลุงสุข



ปัญหาที่สำคัญของลุงสุขที่ถือว่าต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ เรื่องไฟฟ้า เพราะต้องใช้ไฟฟ้าในการสูบน้ำ ปั๊มน้ำ สำหรับรดแปลง ทั้งไม้ผล และพืชสวนครัว



ส่วนไฟฟ้าที่ใช้อยู่ทุกวันก็อาศัยต่อสายมาจากหมู่บ้าน ซึ่งถ้าวันไหน ชาวบ้านพร้อมใจใช้ไฟฟ้าอย่างพร้อมเพรียงกัน นั่นก็หมายความว่าแปลงเกษตรของลุงสุขต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลุงสุขเคยเสนอปัญหานี้ไปหลายหนแล้ว และก็ยังคงรอความหวังต่อไป



แปลงเกษตรฯ ผืนนี้ นอกจากจะสร้างความร่มเย็น สร้างอาหาร และสร้างรายได้ให้แก่ผู้อาศัยแล้ว ยังถือเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญของหลายๆ หน่วยงาน



พ่อเชียง ไทยดี ที่ถือว่าเป็นปราชญ์คนหนึ่งของแผ่นดินสยามนี้ เมื่อมาเห็นแปลงของลุงสุข ถึงกับเอ่ยปากว่า จะไปโพนทะนาและโฆษณาให้รับรู้ ว่านี่คือแหล่งเรียนรู้อีกเรื่องเกษตรธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งไม่เฉพาะจังหวัดสุรินทร์เท่านั้น แต่รวมถึงผืนดินขวานทองแห่งนี้


กระทั่งว่าจะให้ครูที่ไปเรียนรู้กับพ่อเชียง มาฝึกงานที่นี่

นี่คือภูมิปัญญาของเกษตรกร ที่ทุกวันนี้ ยังเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก



การต่อสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติ ด้วยธรรมชาติ และการต่อสู้ในด้านแนวคิดจากการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสานของลุงสุข กำลังให้ดอก ออกผล คืนธรรมชาติสู่ธรรมชาติ และมอบความสุขใจให้กับครอบครัวลุงสุข อย่างยั่งยืน มั่นคง และตลอดไป

ขอบพระคุณข้อมูลและภาพจาก http://www.kradandum.com respect
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.princeabhakara.org
 

บุคคลตัวอย่างที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
(ย้ายแล้วจ้า ไปอยู่ที่) :: ห้องโถงพักผ่อน :: ห้องชีวิตที่พอเพียงด้วยใจที่เพียงพอ-